Rackmanager ย้ายที่่อยู่ใหม่ไปที่ rackmanagerpro.com แล้วนะครับ
|
|
(This is a sticky post, please find current news items below) By Vorapoj Kongkiatkrai in เรื่อง Offline |
|
เอาเป็นว่า คนที่หลงเข้ามาในนี้แล้ว อาจจะตามๆไปอ่านเนื้อความอื่นๆที่คล้ายๆกัน โดดไปที่หน้าเว็ปบ้านใหม่ได้ที่ rackmanagerpro.com กันนะครับ
เขียนเนื้อความ Blog ให้อ่านรู้เรื่องขึ้นก็น่าจะดีเหมือนกันนะครับ..
|
|
Monday, 10 March 08 - 08:32 PM (GMT +07:00) By Vorapoj Kongkiatkrai in เรื่อง Offline |
|
เพิ่งจะรู้สึกว่าผมเขียนอะไรไปแล้ว.. กลับมาอ่าน คนอ่านน่าจะงงๆอยู่เหมือนกันครับ อาจจะเป็นเพราะว่า ไม่มีวิธีการเรียบเรียงคำที่ดีนักแล้วก็ .. ่เขียนติดกันเป็นพืดๆเกินไปหรือป่าวครับ เอ.. หรือว่าคิดไปเองคนเดียวไม่รู้ว่าคนที่อ่านๆแล้วเข้าใจดีหรือเปล่าหรือว่าอ่านแล้วก็งงสับสน หาเนื้อความไม่ได้เลยอะไรแบบนั้นเลย..หากว่าผมจะพัฒนาการเขียนเนื้อความที่หน้าเว็ปนี้ผมว่าน่าจะทำดังต่อไปนี้นะครับ
ใช้ tab บ้างเพื่อให้เกิดระยะที่แตกต่าง คนที่เข้ามาอ่านก็จะอ่านข้ามๆแล้วพอเจอเนื้อความที่ Tab เข้ามาก็เค้าก็หยุดอ่านเนื้อความนั้นๆครับ เพราะว่าคนอ่านจะคิดว่า พออ่านเนื้อความที่พารากราฟอื่นๆไม่เข้าใจแล้ว หากว่าเริ่มต้นที่ tab ให้ปุ้บก็เหมือนกับว่าเป็นเรื่องๆใหม่แล้วถ้าเริ่มอ่านตั้งแต่ตรงนั้นก็พอจะเข้าใจเรื่องที่เขียนได้ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งหมด คนเราน่าจะคิดว่า เนื้อความที่เขียนติดกันเป็นพืดๆก็จะเป็นเนื้อความที่ติดกันยังไม่มี idea หรือ topic ใหม่อะไร เพราะฉะนั้น พารากราฟไหนที่เขียนยาวๆอ่านๆแค่หัวก็น่าจะเข้าใจหมดแล้ว พอหลังก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเนาะ ..
กด enter ให้มันเว้นบรรทัดบ้าง การกด enter ทำให้เกิดบรรทัดช่องว่าง และทำให้คนอ่านรู้ว่า เนี่ยะ มันคนละเรื่องเดียวกันแล้ว มันก็จะทำหน้าที่เหมือนๆกับ tab นะ่หละครับแต่ว่ามันจะแบ่งให้ชัดเจนได้มากกว่า เพราะฉะนั้น หากว่าต้องการที่แบ่งให้ clean and clear แล้วล่ะก็ ก็กดมันทั้ง enter เพื่อเว้นบรรทัดและตั้ง tab ออกมาเพื่อให้เนื้อความเยื้องและเด่นครับ คนก็จะมาอ่านที่พารากราฟนั้นได้ไม่ยาก
ใช้ตัวหนาที่ใจความหลักของแต่ละบรรทัด อันนี้สำหรับคนที่อ่านแบบ Skim จริงๆเค้าไม่ได้อ่านหมดหรอกนะครับถึงแม้ว่าเราจะเขียนหมดก็ตาม (แอ้ะยังไงอ่านแล้วงงๆ) คนที่เค้าไม่ได้อยากจะอ่านทั้งหมดเค้าก็จะหาแต่ประเด็นลวกๆอ่าน แต่ว่าก็ได้เนื้อความและใจความครบเหมือนกัน และเกือบได้เนื้อความทั้งหมดครบเหมือนกับคนที่อ่านทั้งหมดของเนื้อความ เพียงแต่อรรธรสของการอ่านจะไม่เท่ากันเท่านั้นเอง แต่ว่าก็ช่างเถอะครับ คนอ่านก็เลือกได้อยู่แล้วว่าเค้าต้องการจะรับรู้เนื้อความนั้นมากน้อยเพียงใด และมีเวลาเพื่อที่จะเสียไปกับการอ่านเนื้อความตามหน้า Blog มากน้อยเพียงใดครับ
ถ้ามีรูปก็จะดีกว่ามากๆ เหมือนกับข้อมูลคุณวินเคยบอกผมอยู่เหมือนกันว่าเค้าจะสนใจรูปภาพซะมากกว่า ซึ่งแตกต่างจากผมนะครับว่าผมจะสนใจ header ซะมากกว่า อันนี้ก็ขึ้นกะคนน่ะหละ แต่ดูจากแนวโน้มแล้วที่ว่า คนไทยชอบเล่น Hi5.com แสดงว่าน่าจะสังเคราะห์ความคิดออกมาได้ว่า คนไทยน่าจะชอบที่จะเห็นเป็นแบบซะมากกว่า และไม่ชอบที่เขียนอะไรมากมายนัก (ทำให้ Hi5 ดังกว่า Facebook และ website อื่นๆที่ทำหน้าที่คล้ายๆกันครับ ) แต่ผมไม่ใส่ที่จะเอารูปลงมากนักเพราะกว่าจะเอารูปลงได้เนี่ยะผมต้องหาภาพโหลดภาพลงมาแล้วก็ upload ภาพขึ้น server อีกทำให้กระบวนการมันยืดเยื้อออกไปมากครับ .. พูดง่ายก็คือ ขี้เกียจนั่นเองหละครับผม
มีหัวเรื่องที่ดึงดูดซะหน่อย ผมว่าอันนี้ยากอยู่นะครับ ถ้าหากว่าสังเกต header พาดหัวแต่ละเรื่องของผมดู จะดูออกว่าผมตั้งชื่อเรื่องได้ไม่เอาอ่าวเอาซะเลย ก็.. คนมันคิดไม่ออกนี่หน่า .. แต่ว่าเรื่องแบบนี้ฝึกกันได้น่ะครับ ยังไงก็ต้องพยายามที่จะตั้งหัวเรื่องให้มีความดึงและดูดสายตาและความสนใจของคนอ่านให้ได้อยู่ดีน่ะครับเพราะว่าเนื้อความมันได้รับการอ่านเพิ่มมากขึ้นครับ
เมื่อเสร็จแล้วอ่านซ้ำดูด้วย ก็อีกน่ะหละครับอันนี้ผมก็รู้นะครับว่าต้องอ่านซ้ำเพื่อให้การสะกดคำตัวถูกต้องแล้วก็ทำหน้าที่เหมือนกะตัวเองเป็นคนอ่านเพื่อจะได้ดูว่าเนื้อความที่ตัวเองพิมพ์ออกไปนั้นมันอ่านแล้วเข้าใจกันได้หรือไม่ แต่ก็เหมือนเดิมน่ะหละครับ ไม่ค่อยได้ทำเพราะว่าคิดว่าตัวเองแน่แล้วพิมพ์ไป คนอื่นอ่านก็น่าจะรู้เรื่องนะ ก็ตั้งใจพิมพ์ให้อ่านรู้เรื่องตั้งแต่แรกแล้วนี่ .. ไม่อยากจะแก้ด้วยน่ะหละ
สรุปก็ืคือว่า ผมก็พอจะรู้หรอกนะครับว่าจะทำให้เนื้อความที่ผมพิมพ์ออกมาสามารถที่จะ Upgrade ขึ้นไปได้อีก แต่ด้วยความที่ไม่ขยันมากนักก็ทำให้เนื้อความที่แสดงมันจะดูไม่หรูหราและไม่เป็นมืออาชีพเท่าไหร่ ยังไงก็.. รู้ตัวแล้วกัน แล้วก็.. จะปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อๆไปน่ะครับผม ..
ทิปส์เล็กๆการปิดโปรแกรม alt+ F4, ctrl +w ,คลิ้กขวาแล้วกด c
|
|
Thursday, 25 October 07 - 08:28 AM (GMT +07:00) By Vorapoj Kongkiatkrai in เรื่อง Offline |
|

วันนี้ผมอยากจะแนะนำการปิดหน้าโปรแกรมหรือไฟล์งานที่เปิดคาๆเอาไว้ด้วย Short cut แค่สองตัวเท่านั้น ก็คือ alt + F4 (เอื้อมกันไกลเหมือนกันนะครับ) และก็อีกตัวก็คือ ctrl + w ทั้งสองตัวนี้หากดูเผินๆ มันก็ทำหน้าที่ในการปิดหน้าต่างหรือไฟล์งานเหมือนกัน แต่ว่าจริงๆ แล้วหน้าที่มันไม่ได้เหมือนกันขนาดนั้นนะครับ
ลองสังเกตุท่าทางที่ทำการกดปุ่มกันก่อน ถ้าเราอยากจะกด alt + F4 ผมจะเอามือซ้ายคร่อมแป้น keyboard นิ้วก้อยเหมือนจะกดปุ่ม Esc นิ้วโป้งกดที่ alt แล้วนิ้วชี้ก็จะไปกดที่ F4 ได้ มือนี่ทำท่าทำทางซะกว้างเหมือนกับจะกำ Keyboard ขึ้นมาซะงั้น จริงๆแล้วการใช้การปิดแบบนี้ ก็คือการปิดเพื่อจะปิดโปรแกรมและไฟล์งานย่อยๆทั้งหมดในโปรแกรมด้วยนะครับ ซึ่งจะแตกต่างกับการที่เราใช้ Ctrl + w ซึ่งจะปิดเฉพาะไฟล์งานย่อยหรือหน้าต่างย่อยๆในโปรแกรมเท่านั้น (ยกเว้นมันเป็นไฟล์หรือหน้าต่างย่อยสุดท้ายแล้วของโปรแกรมันก็จะทำหน้าที่เหมือนกัน สำหรับการปิดทั้งสองกรณี) หากว่าบางคนอาจจะคิดไม่ออกเพราะว่าไม่เคยใช้ Keyboard shortcut เหล่านี้เลยก็ยังอาจจะงงก็ขออธิบายเพิ่มเติมนิดหน่อยเป็นตัวอย่างนะครับ ไฟล์ย่อยหรือหน้าต่างย่อย : ลองจิตนาการการใช้งาน Firefox หรือ Opera หรือ IE7 ที่จะมี tab ย่อยๆ ซึ่งหากว่าเราต้องการที่จะปิดเฉพาะ Tab ที่ active อยู่(หรือว่าที่เราดูอยู่น่ะหละ) แค่เพียง Tab เดียว ให้กด ctrl + w ครับ Tab อื่นก็จะไม่ได้โดนปิดไปด้วย หรือหากว่าต้องการปิดหมด เหมือนกับการที่เราเอา mouse ไปกด เครื่องหมาย กากบาทปิดที่ด้านบนขวาบนเพื่อที่จะปิดโปรแกรม เราก็ใช้การกด alt + F4 แทนได้ทันทีครับ ต่างกันเล็กๆ คนส่วนใหญ่น่าจะรู้นะครับ แต่ว่าหากว่าไม่เคยใช้เลยก็แนะนำว่า คุณจะต้องเล่มที่ใช้ keyboard short cut บ้างนะครับเพื่อความเร็วในการเล่นคอมๆ ครับผม เล่นคอมเล่นให้ไวครับ
เพิ่มเติมเล็กน้อย สำหรับการปิด :
- หากว่าเราเปิด window เป็น Full screen จะอยู่ที่ด้านขวาสุดบนของจอ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องมองตามเมาส์หรือมองหาปุ่มปิดครับ ให้ขยับมือขวาไปทางด้านบนขวาสุดได้เลย โดยที่เมาส์มันไม่มีทางที่จะหลุดหน้าจอไปได้นะครับเลยไม่มีความจำเป็นต้องมองมัน หากว่าจอคุณใหญ่การที่คุยมอง Focus หลายๆจุดจะทำให้สายตาเสื่อมได้นะครับ (เหมือนเคยอ่านเกี่ยวกับเรื่องวุ้นในตาเสื่อมน่ะครับ)
- วิธีปิดที่ผมชอบอีกวิธีก็คือ click ขวาที่แถบด้านบนของหน้าต่าง เพื่อให้มันขึ้นรายการว่าจะ Minimize หรือ restore อะไรพวกนั้นน่ะหละครับ แล้วก็ผมก็จะกดปุ่ม c เพื่อเป็นการเลือก Close ครับ วิธีนี้หากคิดจริงๆจังๆ ก็ไม่แพ้ alt + F4 มากนักเพราะว่าการกดปุ่มมันไม่ต้องทำมือหน้าเกลียดเท่าไหร่ คนอื่นเห็นเข้าจะได้ไม่รังเกียจเราครับ (เกี่ยวหรือเปล่า?) ผมเพิ่งสังเกตตัวเองเหมือนกันว่าผมมักจะใช้หน้าจอที่ไม่ได้เป็น Full Screen เพราะว่าหน้าต่างมันเล็ก การเลื่อนเมาส์เพื่อขึ้นไปกดแถบวินโดว์ด้านบนของหน้าต่างมันก็ง่ายกว่าการที่เราจะไปกดปุ่มกากบาทปิดทางด้านขวาบนครับ (แน่นอนว่า หากเมาส์อยู่ในพื้นที่ทำงานของหน้าต่างนั้นๆ การที่เราขยับเมาส์เป็นเส้นตรงขึ้นไปที่ด้านบนเป็นระยะทางขยับเมาส์ที่สั้นที่สุดครับ แล้วก็ระยะทางไปยังที่ด้านมุมบนขวาหรือซ้ายก็ตาม(แต่ว่าไม่รู้ว่าจะกดไปซ้ายไปทำไมมันปิดไม่ได้นะ) จะเป็นระยะทางที่ไกลสุดครับ.. คิดมากไปหรือเปล่าเนียะ คุณๆไม่จำเป็นต้องคิดมาเหมือนกับผมนะครับเพราะแค่ว่าผมลองสังเกตพฤติกรรมดูแล้วมาเล่าให้ฟังว่าทำไมจิตใต้สำนึกในเรื่องการพัฒนาการทำงานของผมมันสั่งให้ผมทำแบบนี้จนเคยชิน แค่คุณลองใช้ ๆ มันก็จะเกิดความเคยชินแล้ว มันก็จำได้เองแบบไม่ต้องไปบังคับอะไรมันครับ แค่ใช้ๆดูเท่านั้นเองครับ
สรุป ลองใช้การปิดที่ผมว่าๆดูแล้วกันนะครับ alt+F4 , ctrl+ w, กดเมาส์ขวาด้านบนแล้วกด c ใช้ตามสถาานะการณ์นะครับ
Post อะไรที่ไหนในเน็ตให้ระวังไว้เป็นดีครับ !
|
|
Saturday, 13 October 07 - 12:52 PM (GMT +07:00) By Vorapoj Kongkiatkrai in เรื่อง Offline |
|
การโปรโมตตัวเองในสายอาชีพที่คุณทำงานอาจจะทำได้อีกวิธีก็คือ การไปตอบในเนื้อหาที่คุณรู้หรือที่เป็นงานในสายอาชีพนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ Pantip หรือว่า ที่ http://th.answers.yahoo.com ก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่เลวนะครับ เพราะว่าเว็ปพวกนี้จะมีการขึ้น rank กับ Google ที่ดีเอามากๆ ดีกว่าการที่คุณจะไปสร้าง Blog เองด้วยซ้ำไป . เพราะฉะนั้น ก็เข้าไปถามหรือตอบหรือให้ความรู้คนอื่นๆเกี่ยวกับเรื่องที่คุณจะ Promote ตัวเองตามเว็ปต่างๆเหล่านี้ ก็จะเป็นการประชาสัมพันธ์ทาง internet ได้ดีอีกทางหนึ่งเลยครับ
สรุปเป็นว่า .. การเขียนหรือ Post เนื้อความใดๆ เอาไว้ ในนามชื่อของคุณไม่ว่าจะเป็นชื่อเล่น ชื่อจริง นามปากกา หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เรียกแทนตัวคุณเอง คุณนั่นต้องรับผิดชอบเนื้อความของคุณให้ดีๆ เพราะมันจะเป็นภาพลักษณ์ที่เห็นได้ผ่าน Internet ครับ ประเด็นคืออย่าเขียนอะไรไม่ดีเข้าตัว แล้วลงชื่อตัวคุณ ให้เขียนเรื่องดีๆที่ ส่งเสริมอาชีพความสามารถ หรือเรื่องที่สนใจของคุณเข้าไว้ พูดง่ายๆก็คือสร้างภาพดีๆให้กับต้วเองบนโลกไซเบอร์นี้จะดีต่อตัวคุณเองครับ ..
ผมเคยได้บินมาเหมือนกับว่าเด็กๆบางคนเค้าค้นหาชื่อเพื่อนๆเค้าก่อนแล้วก็ Google ซะเพื่อที่จะดู Background พิ้นเพ ความคิดความอ่าน เพื่อที่จะรู้ข้อมูลว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร สนใจเรื่องอะไรเป็นพิเศษเพื่อที่จะทำการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนๆคนนั้นๆได้ หรือว่า ไปไกลว่านั้นก็คือ ดูว่าคนนี้น่าคบหรือเปล่านั่นเอง จะได้ไม่ต้องลองผืดลองถูกว่าคนนี้เป็นคนที่เป็นยังไง .. แต่ยังไงก็ตามครับข้อมูลน่าจะไม่เยอะแยะมากมายอะไรหากว่าคนๆนั้นไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับ สังคม ใน internet มากนักครับ ..
อ้อ.. ถ้าเกิดว่าว่างๆก็ลอง check ภาพลักษณ์ของตัวเองดูได้ไม่ยากโดยการ Google ขื่อเล่นชื่อจริงตัวเองดูว่า ถ้าคนอื่นเค้ามาค้นหาแล้วเค้าเจออะไร ถ้าเกิดว่าคุณค้นหาเองแล้วเจออะไรที่ไม่ดีของตัวเอง ก็จัดการซ่อนมันซะโดยการ ทำการ Promote ตัวเองในด้านดี(ที่ได้กล่าวไว้แล้ว) เพื่อให้ Rank เนื้อความที่ดีๆของคุณมันขึ้นอันดับต้นๆซะ เพื่อที่ดันอะไรที่ไม่ดีๆ ลงๆไปที่หน้าหลังๆ จะไม่ได้เจอะเจอกัน คนค้นก็จะไม่เจอเรื่องอะไรที่ไม่ดีของคุณที่คุณเขียนหรือ post เอาไว้ครับ เทคนิคก็ง่ายๆแค่นี้น่ะครับ
ํํํํYoutube กลับมาใช้ได้แล้วจริงหรือเปล่าเนี่ยะ ?! รอดูว่าจะให้ใช้งานได้นานแค่ไหนกัน
|
|
Thursday, 30 August 07 - 11:12 PM (GMT +07:00) By Vorapoj Kongkiatkrai in เรื่อง Offline |
|
ลองโดดเข้าไปดูสิว่าเข้าได้หรือๆหรือป่าวเนี่ยะ
เพ่ิงรู้ว่า Google บันทึุกทุกอย่างที่คุณค้นหาเพิ่ื่อใช้เป็นหลักฐานในการติดตามการกระทำผิดครับ !
|
|
Friday, 10 August 07 - 08:11 AM (GMT +07:00) By Vorapoj Kongkiatkrai in เรื่อง Offline |
|
หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า การค้นหาทุกครั้งจากหน้า Google.com จะมีการบันทึก IP address หรือเลขประจำตัวเครื่องเวลาที่ต่อเน็ต ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่สามารถที่จะบ่งชี้ได้ว่า คุณใช้
บริการของ Internet provider ของที่ไหนเช่น ของ True ของ KSC หรืออะไรก็แล้วแต่ครับ เอาเป็นว่าเป็นรหัสที่สามารถที่จะติดตามกลับไปได้ว่า "เอาเครื่องคอมที่ไหนเล่น"
นอกจากจะมีการบันทึกข้อมูล IP address แล้วยังจะบันทึกไว้อีกว่า IP addressนั้นๆทำการ
"search คำว่าอะไร เวลาไหน" ด้วยครับ น่ากลัวอยู่เหมือนกันครับทีนี้ พอคราวนี้เมืองไทยเราก็มี
พรบ ว่าด้วยการใช้คอม ที่เพิ่งจะออกมาเมื่อปี 50 นี้เอง ถ้าลองอ่านดูแล้ว ดูเหมือนกับว่าไม่ว่าคุณทำอะไรก็ดูเหมือนจะมีความผิดไปได้ซะเต็มประดา แต่ไม่เป็นไรน่ะครับ เพราะก็คงมีคนเห็นแล้วก็ร้องเรียนอะไรไปบ้างแล้วเหมือนกัน ผมก็จะไม่้พูดถึงซะตรงนี้แล้วกันนะครับ เอาเป็นว่าถ้าเิกิดว่ามีการกระทำผิด แล้วทางการสืบสวนแบบไทยๆสามารถที่จะ access ข้อมูลการ search จาก Google ได้ก็จะเป็นการหาหลักฐานเพิ่มเติมได้ด้วยครับ
อย่างไรก็ตาม มันก็มีวิธีมากมายที่จะตามเอาผิดกับคนที่กระทำผิดทางอินเตอร์เน็ตนี้ไม่ได้อยู่
หลายวิธีด้วยกันครับ วิธีแรก คือ วิธีที่คนไทยน่าจะนิยมใ้ช้มากที่สุด ก็คือ ไม่ใช้เครื่องคอมตัวเอง
ที่มีประวัติกับ Internet Provider ซะก็หมดเรื่อง ก็คือ ไปใช้คอมคนอื่นที่ร้านเน็ต หรือว่าตาม
internet cafe ที่ไม่มีระบบการบันทึุกการใช้งาน และก็ไม่มีกล้องวงจรปิดครับ วิธีนี้จะง่ายที่สุดถ้าเกิดว่าจะทำอะไรที่ไม่ดีต่อชาติบ้านเมือง หรือกลัวว่าจะ track ปัญหามาหาตัวเองได้ครับ
วิธีอื่นๆ ก็คือ การหาหน้าweb ที่จะทำการซ่อน IP ขณะที่ทำการ Browsing หน้าเว็ปไซท์ครับ
โดย IP ที่แสดงจะเป็น IP ที่ทาง web นั้นๆออกให้ครับ เหมือนเป็นการปลอมตัวครับ แต่จริงๆแล้ว
ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะมีการบันทึก IP จริงไว้หรือป่าวก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆเป็นการเพิ่มความยุ่งยากในการหาตัวจาก IP ได้บ้างครับ
หรือว่าถ้าหากว่าคุณกลัวว่า Keyword จะถูกบันทึก ทั้ง IP address เวลาที่ทำการ search keyword นั้นคุณก็อาจจะใช้วิธีที่หนึ่ง หรือวิธีอื่นๆก็ได้แต่ก็ยังมีวิธ๊ที่ง่ายๆอยู่อีกวิธีครับ ก็คือใช้
http://googlonymous.com/ ทำการค้นหาครับ วิธีนี้ Google จะทำการบันทึก IP จริงของคุณไม่ได้ครับ ผมแนะนำวิธีนี้ถ้าเกิดว่าต้องการที่จะทำการค้นหา Keyword อะไรก็ตามที่คิดว่า มันทะแม่งๆครับ กลัวที่จะทำการค้นหา Keyword ที่มีความเสี่ยง ก็กันไว้ดีกว่าแก้ครับ
ผมไม่ได้ชี้โพรงให้กระรอกนะครับเพียงแต่ว่าอยากจะชี้ให้็เห็นว่า หากจะตามจับกันทาง IP นี้่ดูๆน่าจะเป็นเรื่องยากสักหน่อยครับ แต่ว่าก็ไม่ถึงกับจะทำอะไรไม่ได้น่ะครับ อาจจะต้องออกกฏวิธีควบคุมต่างๆนาๆแล้วแต่ที่จะคิดได้เพื่อให้ครอบคลุมการกระทำผิดต่างๆที่อาจจะกระทำได้ผ่านทาง internet ครับ เหมือนกับการที่จะมีการออกข้อบังคับให้ Internet cafe ให้มีระบบการบันทึกการใช้งานของลูกค้า หรือ มีการบันทึกกล้องวงจรปิดก็สุดแล้วแต่เพื่อที่จะเฝ้าระวังป้องกันคนที่คิดไม่ดีต่อสังคมทำเรื่องไ่ม่ดีได้ครับ
... More items are available in my News Archive

